Showing posts with label KAWASAKI. Show all posts
Showing posts with label KAWASAKI. Show all posts
Monday, August 24, 2015
ข่าวลือเกี่ยวกับ V-Strom 250 และ Versys 250
ข่าวลือจากทั้งสองฝากออกมาว่าทั้ง Suzuki และ Kawasaki ต่างกำลังพัฒนามอเตอร์ไซค์แบบ parallel twin ขนาด 250cc
แนว adventure tourer กันอยู่ทั้งคู่ เพื่อจะเป็นมอเตอร์ไซค์ให้กับนักบิดที่เพิ่งเริ่มต้นในกลุ่ม dual sport ที่มีอยู่แล้ว
ในญี่ปุ่นเองนิตยสาร Young Machine ซึ่งบางครั้งก็เดาถูกว่าจะมีรถอะไรใหม่ๆโผล่มาบ้าง คราวนี้ได้คาดการณ์ว่า Strom 250
นั้นกำลังจะออกมาในตลาดในอีกไม่นาน โดยจะมีชื่อเรียกว่าเป็น G-Strom 250 แทนที่จะเป็น V-Strom
ก็น่าจะเพราะเครื่องยนต์ที่ออกแนวสองสูบ โดยจะมีการสร้างที่อยู่บนพื้นฐานของรุ่น Inazuma 250
ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นการทำตลาดในกลุ่มราคาต่ำสำหรับมอไซค์แนว adventure
ส่วนข่าวลือในอินเดียระบุว่า Kawasaki เองก็จะสร้างมอไซค์ Versys 250 โดยจะอยู่บนพื้นฐานของเครื่องยนต์และเฟรมของรุ่น Z250/Ninja 250 ด้วยเช่นกัน
แม้หลักฐานต่างๆอาจจะยังไม่ชัดเจนนักสำหรับมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นในรูปของภาพที่มีการเผยแพร่ออกมาแนว spyshot
แต่แนวความคิดของมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก ราคาถูก ขณะที่หน้าตาเหมือนกับรุ่นใหญ่นั้นทำให้คิดว่าน่าจะเป็นไปได้
เหมือนกับยุคที่มอไซค์แนวสปอร์ทคัดเล็กราคาถูกเริ่มออกมาวางตลาดในยุคที่ superbike กำลังสร้างความฮือฮาให้กับตลาด
จึงเป็นไปได้ว่าเป้าหมายของมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้คงเป็นนักบิดหน้าใหม่ที่ใฝ่ฝันอยากจะมีมอไซค์คันใหญ๋ๆ แต่ขับหรือสู้ราคาไม่ไหว แต่ขอหน้าตาคล้ายๆก็ยังดี
หากทาง Suzuki และ Kawasaki จะทำขึ้นมาจริงแล้วละก็ อีกไม่นานเราอาจจะได้เห็น CB300X หรือ Yamaha XTZ320 Tenere ก็เป็นได้
ที่มา: mocyclover.com
Read more »
แนว adventure tourer กันอยู่ทั้งคู่ เพื่อจะเป็นมอเตอร์ไซค์ให้กับนักบิดที่เพิ่งเริ่มต้นในกลุ่ม dual sport ที่มีอยู่แล้ว
ในญี่ปุ่นเองนิตยสาร Young Machine ซึ่งบางครั้งก็เดาถูกว่าจะมีรถอะไรใหม่ๆโผล่มาบ้าง คราวนี้ได้คาดการณ์ว่า Strom 250
นั้นกำลังจะออกมาในตลาดในอีกไม่นาน โดยจะมีชื่อเรียกว่าเป็น G-Strom 250 แทนที่จะเป็น V-Strom
ก็น่าจะเพราะเครื่องยนต์ที่ออกแนวสองสูบ โดยจะมีการสร้างที่อยู่บนพื้นฐานของรุ่น Inazuma 250
ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นการทำตลาดในกลุ่มราคาต่ำสำหรับมอไซค์แนว adventure
ส่วนข่าวลือในอินเดียระบุว่า Kawasaki เองก็จะสร้างมอไซค์ Versys 250 โดยจะอยู่บนพื้นฐานของเครื่องยนต์และเฟรมของรุ่น Z250/Ninja 250 ด้วยเช่นกัน
แม้หลักฐานต่างๆอาจจะยังไม่ชัดเจนนักสำหรับมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นในรูปของภาพที่มีการเผยแพร่ออกมาแนว spyshot
แต่แนวความคิดของมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก ราคาถูก ขณะที่หน้าตาเหมือนกับรุ่นใหญ่นั้นทำให้คิดว่าน่าจะเป็นไปได้
เหมือนกับยุคที่มอไซค์แนวสปอร์ทคัดเล็กราคาถูกเริ่มออกมาวางตลาดในยุคที่ superbike กำลังสร้างความฮือฮาให้กับตลาด
จึงเป็นไปได้ว่าเป้าหมายของมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้คงเป็นนักบิดหน้าใหม่ที่ใฝ่ฝันอยากจะมีมอไซค์คันใหญ๋ๆ แต่ขับหรือสู้ราคาไม่ไหว แต่ขอหน้าตาคล้ายๆก็ยังดี
หากทาง Suzuki และ Kawasaki จะทำขึ้นมาจริงแล้วละก็ อีกไม่นานเราอาจจะได้เห็น CB300X หรือ Yamaha XTZ320 Tenere ก็เป็นได้
ที่มา: mocyclover.com
รีวิวการขับขี่มอเตอร์ไซค์ Kawasaki Versys 1000 LT 2015
ช่วงนี้ มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่กำลังแย่งยอดขายไปจากมอเตอ์ไซค์รุ่นธรรมดาและแนวสปอร์ททัวเรอร์ไปมาก
ค่ายสีเขียวก็เลยต้องหันมาลุยตลาดนี้กันบ้าง
Versys 1000 ซึ่งเพิ่งจะวางตลาดในอเมริกาในปี 2015 นี้ โดยก่อนหน้านี้ก็วางขายไปก่อนแล้วในตลาดยุโรป
และเอเชียตั้งแต่ปี 2012 โน้น จะว่าไปแล้ว V1K ซึ่งเป็นชื่อย่อของ Versys 1000 คันนี้ก็เหมือนกับ Ninja 1000
ที่สูงกว่าเดิม ด้วยเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยขนาด 1,043cc สี่สูบเรียง ที่แขวนอยู่บนเฟรมอลูมิเนียม แล้ว
จะห่อหุ้มด้วยรูปทรงที่ดูแปลกประหลาดที่คล้ายๆ กับตัวเล็กกว่าอย่าง 650 Versys หรือเปล่าเรามาดูกัน
สำหรับปี 2015 นี้ทาง Kawasaki ได้พยายามออกแบบมอเตอร์ไซค์ในกลุ่ม Versys ให้ออกมา
ในแนวทางเดียวกับ Ninja โดยจะมีไฟหน้าคู่ในแนวนอน เส้นสายที่เฉียบคมมากขึ้น และดูหุ่นที่ลื่นไหลจากหน้าจรดหลังมากขึ้น
อีกทั้ง V1000 และ Versys 650 ต่างก็จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาก
ทาง Kawasaki จัดวางตำแหน่งของ Versys 1000 ไว้อย่างง่ายๆ คือ ออกแนวสปอร์ทมากกว่าแต่ก็
ยังคงความเป็นทัวร์เร่อร์เอาไว้ได้ดี ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีเพราะว่า เครื่องยนต์สี่สูบเรียงนั้นให้แรงบิดมหาศาลในทุกช่วงความเร็วรอบ
ด้วยยางรองแท่นเครื่องใหม่ ทำให้เครื่องยนต์วิ่งได้นิ่งเรียบมากขึ้น การเปลี่ยนสเป็คจากนินจามาเป็น Versys
นั้นยังรวมถึงเกียร์ 1 และ 2 ที่สั้นลง ส่วนเกียร์ 4 ถึง 6 จะยาวขึ้น ซึ่งจะเป็นการตอบสนองกับสิ่งที่เราเคยตำหนิในรุ่น Ninja และ
Z1000 ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเกียร์สั้นเกิน
นอกจากนี้แล้วการเปลี่ยน ระบบโปรแกรมใน ECU ทำให้แคมนั้นยกตัวน้อยและสั้นลง ทำให้ลดอัตราการบีบอัดลงเหลือ 10.8:1
ซึ่งต่ำลงถึงหนึ่งจุดเต็มๆ เมื่อเทียบกับ Ninja หากเป็นรุ่น Ninja เราอาจจะคาดหวังอะไรที่แรงๆ กว่านี้ แต่สำหรับ Versys แล้ว
ตัวเลขต่างๆ นั้นถือว่าลงตัว เมื่อรอบเครื่องยนต์แตะ 2000 รอบต่อนาที มันจะอัตราเร่งที่ทรงพลังและเงียบเชียบไปจนแตะ 10,000 รอบต่อนาที
สำหรับการขับขี่โดยทั่วๆ ไปแล้วที่ 6,000 รอบต่อนาทีก็ให้ความสนุกได้อย่างไม่หยุดยั้ง คลัชที่นุ่มนวลแต่ก็ให้ความรู้สึกที่ดี
ระบบเกียร์ก็แทบจะไร้ที่ติ สิ่งที่จะบ่นอย่างเดียวก็ตรงที่เครื่องยนต์ตอบสนองต่อการเปิดเร่งเพียงเล็กน้อยที่รอบต่ำ
แต่พอรอบแตะ 3,000 ขึ้นไป ทุกอย่างก็ลื่นไหลและคาดเดาได้ โดยรวมแล้วก็ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ได้
สามารถพามันไปได้ทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะทางเรียบหรือแม้แต่ถนนลูกรังก็ตาม
ในส่วนของตัวถังแล้วก็น่าชื่นชมเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนๆ กับ Ninja 1000 และเพื่อให้ทรงตัวได้ดี
กับภาวะที่มีผู้โดยสารและบรรทุกสัมภาระเต็มพิกัด องศาของมุมเลี้ยวนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 27 องศา เพิ่มจาก 24.5 องศาจากรุ่น Ninja
ระยะยุบตัวที่มากขึ้นของระบบกันสะเทือนทำให้สามารถรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ตะเกียบหน้าเป็นของ KYB ที่มีแดมปิ้งที่ด้านขวา
ส่วนสปริงมีทั้งสองด้าน สามารถยุบตัวได้ถึง 5.9 นิ้ว (เทียบกับนินจาที่ 4.7 นิ้ิว) โช้คหลังเดี่ยวก็เป็น KYB เช่นกัน
ระยะเคลื่อนตัวก็ 5.9 นิ้ว ซึ่งมากกว่าของนินจาอยู่ครึ่งนิ้วด้วยกัน
อัตราสปริงก็เหมาะสมกับมอเตอร์ไซค์แนวทัวร์ริ่ง ที่นั่งสบาย แต่การปรับค่าตั้งต้นสำหรับการรีบาวด์ของล้อหน้าเหมือนจะเบาไปนิด
ลองหมุนค่ารีบาวด์เพิ่มสักรอบก็จะช่วยให้มันดีขึ้น แต่หากคุณได้ลองปรับแต่งมันสักพักก็น่าจะหาค่าที่เหมาะสมสำหรับตัวท่านได้
Ninja 1000 อาจจะให้ความรู้สึกแน่นหนึบและพร้อมทะยานไปข้าหน้า แต่สำหรับ Versys แล้วให้ความรู้สึกเบากว่า
น่าจะเพราะแฮนด์ที่กว้างกว่าเดิม (ท่านั่งจะออกแนว BMW R1200GS มากกว่าจะออกแนว Versys 650)
แต่ก็ไม่ถึงกับเบาหวิวเหมือน Versys รุ่นเล็ก ซึ่ง Versys 1000 คันนี้เลี้ยวได้แม่นยำและเบากว่ามาก
บางครั้งการเลี้ยว เหมือนจะมีแรงต้านตอนปล่อยคันเร่ง แต่หากแตะเบรกเล็กน้อยมันก็จะมีอาการดีขึ้น ยิ่งไปว่านั้นยาง
Bridgestone T30 sport-touring ทำหน้าที่ในการส่งกำลังลงสู่พื้นถนนได้ดี
งานเปิดตัวสำหรับสื่อมวลชนที่อากาศหนาว ถนนเปียก แต่การยึดเกาะถนนก็ทำได้ดี เราเดาได้เลยว่านักบิดทั่วไปจะชอบขี่ Versys
ไปบนถนนที่ไม่คุ้นเคยมากกว่าที่จะพาเจ้า Ninja 1000 ไป นั่นคือสิ่งที่ Versys คันนี้สร้างความมั่นใจให้คุณได้
นอก จากนี้แล้วความมั่นใจใน การขับขี่ยังมาจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งระบบ ABS โดย Versys 1000
จะมีคาลิบเปอร์สี่สูบแบบธรรมดา พร้อมพลังเบรกที่คาดเดาได้ และเหมือนการขับขี่ Versys คันเล็ก นั่นก็คือมันจะจอบจับเบรก
หลักนิดนึงก่อนที่จะส่งพลังเบรกไปด้านหน้าเพื่อการ ชลอรถคันนี้
นอกจาก ABS แล้วคุณจะได้ระบบ traction control ทั้งหมด 3 โหมดด้วยกันรวมทั้งสามารถปิดมันได้ด้วย
ระบบส่งกำลัง 2 โหมดคือ เต็มที่และลดพลังลง ในหมดลดพลัง ECU จะปรับแต่งการส่งน้ำมันและเวลาการจุดระเบิดเพื่อ
จะให้การตอบสนองของคันเร่ง นั้นนุ่มนวลขึ้น และลดกำลังสูงสุดเหลือเพียง 75% เราใช้โหมดนี้ในภาวะถนนเปียกและ
พบว่ามันทำงานได้สุดยอดมาก
ในยุโรปจะมีการวางขาย Versys 1000 สองรุ่นด้วยกัน แต่ในอเมริกาจะเป็นรุ่นอุปกรณ์ครบชุด LT
(Light Touring) ซึ่งจะมาพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระขนาด 28 ลิตร พร้อมระบบติดตั้ง
ตัวเลือกอื่นก็คือกระเป๋าบนขนาด 47 ลิตร ไฟตัดหมอก และแฮนด์อุ่นร้อน
สำหรับราคาในอเมริกาจะอยู่ที่ $12,799 USD ซึ่งกะว่าจะตัดราคาคู่แข่งกันเต็มที่ ด้วยราคานี้มันจะมาพร้อมกระเป๋าสัมภาระ
ที่มา: mocyclover.com
Read more »
ค่ายสีเขียวก็เลยต้องหันมาลุยตลาดนี้กันบ้าง
Versys 1000 ซึ่งเพิ่งจะวางตลาดในอเมริกาในปี 2015 นี้ โดยก่อนหน้านี้ก็วางขายไปก่อนแล้วในตลาดยุโรป
และเอเชียตั้งแต่ปี 2012 โน้น จะว่าไปแล้ว V1K ซึ่งเป็นชื่อย่อของ Versys 1000 คันนี้ก็เหมือนกับ Ninja 1000
ที่สูงกว่าเดิม ด้วยเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยขนาด 1,043cc สี่สูบเรียง ที่แขวนอยู่บนเฟรมอลูมิเนียม แล้ว
จะห่อหุ้มด้วยรูปทรงที่ดูแปลกประหลาดที่คล้ายๆ กับตัวเล็กกว่าอย่าง 650 Versys หรือเปล่าเรามาดูกัน
สำหรับปี 2015 นี้ทาง Kawasaki ได้พยายามออกแบบมอเตอร์ไซค์ในกลุ่ม Versys ให้ออกมา
ในแนวทางเดียวกับ Ninja โดยจะมีไฟหน้าคู่ในแนวนอน เส้นสายที่เฉียบคมมากขึ้น และดูหุ่นที่ลื่นไหลจากหน้าจรดหลังมากขึ้น
อีกทั้ง V1000 และ Versys 650 ต่างก็จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาก
ทาง Kawasaki จัดวางตำแหน่งของ Versys 1000 ไว้อย่างง่ายๆ คือ ออกแนวสปอร์ทมากกว่าแต่ก็
ยังคงความเป็นทัวร์เร่อร์เอาไว้ได้ดี ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีเพราะว่า เครื่องยนต์สี่สูบเรียงนั้นให้แรงบิดมหาศาลในทุกช่วงความเร็วรอบ
ด้วยยางรองแท่นเครื่องใหม่ ทำให้เครื่องยนต์วิ่งได้นิ่งเรียบมากขึ้น การเปลี่ยนสเป็คจากนินจามาเป็น Versys
นั้นยังรวมถึงเกียร์ 1 และ 2 ที่สั้นลง ส่วนเกียร์ 4 ถึง 6 จะยาวขึ้น ซึ่งจะเป็นการตอบสนองกับสิ่งที่เราเคยตำหนิในรุ่น Ninja และ
Z1000 ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเกียร์สั้นเกิน
นอกจากนี้แล้วการเปลี่ยน ระบบโปรแกรมใน ECU ทำให้แคมนั้นยกตัวน้อยและสั้นลง ทำให้ลดอัตราการบีบอัดลงเหลือ 10.8:1
ซึ่งต่ำลงถึงหนึ่งจุดเต็มๆ เมื่อเทียบกับ Ninja หากเป็นรุ่น Ninja เราอาจจะคาดหวังอะไรที่แรงๆ กว่านี้ แต่สำหรับ Versys แล้ว
ตัวเลขต่างๆ นั้นถือว่าลงตัว เมื่อรอบเครื่องยนต์แตะ 2000 รอบต่อนาที มันจะอัตราเร่งที่ทรงพลังและเงียบเชียบไปจนแตะ 10,000 รอบต่อนาที
สำหรับการขับขี่โดยทั่วๆ ไปแล้วที่ 6,000 รอบต่อนาทีก็ให้ความสนุกได้อย่างไม่หยุดยั้ง คลัชที่นุ่มนวลแต่ก็ให้ความรู้สึกที่ดี
ระบบเกียร์ก็แทบจะไร้ที่ติ สิ่งที่จะบ่นอย่างเดียวก็ตรงที่เครื่องยนต์ตอบสนองต่อการเปิดเร่งเพียงเล็กน้อยที่รอบต่ำ
แต่พอรอบแตะ 3,000 ขึ้นไป ทุกอย่างก็ลื่นไหลและคาดเดาได้ โดยรวมแล้วก็ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ได้
สามารถพามันไปได้ทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะทางเรียบหรือแม้แต่ถนนลูกรังก็ตาม
ในส่วนของตัวถังแล้วก็น่าชื่นชมเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนๆ กับ Ninja 1000 และเพื่อให้ทรงตัวได้ดี
กับภาวะที่มีผู้โดยสารและบรรทุกสัมภาระเต็มพิกัด องศาของมุมเลี้ยวนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 27 องศา เพิ่มจาก 24.5 องศาจากรุ่น Ninja
ระยะยุบตัวที่มากขึ้นของระบบกันสะเทือนทำให้สามารถรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ตะเกียบหน้าเป็นของ KYB ที่มีแดมปิ้งที่ด้านขวา
ส่วนสปริงมีทั้งสองด้าน สามารถยุบตัวได้ถึง 5.9 นิ้ว (เทียบกับนินจาที่ 4.7 นิ้ิว) โช้คหลังเดี่ยวก็เป็น KYB เช่นกัน
ระยะเคลื่อนตัวก็ 5.9 นิ้ว ซึ่งมากกว่าของนินจาอยู่ครึ่งนิ้วด้วยกัน
อัตราสปริงก็เหมาะสมกับมอเตอร์ไซค์แนวทัวร์ริ่ง ที่นั่งสบาย แต่การปรับค่าตั้งต้นสำหรับการรีบาวด์ของล้อหน้าเหมือนจะเบาไปนิด
ลองหมุนค่ารีบาวด์เพิ่มสักรอบก็จะช่วยให้มันดีขึ้น แต่หากคุณได้ลองปรับแต่งมันสักพักก็น่าจะหาค่าที่เหมาะสมสำหรับตัวท่านได้
Ninja 1000 อาจจะให้ความรู้สึกแน่นหนึบและพร้อมทะยานไปข้าหน้า แต่สำหรับ Versys แล้วให้ความรู้สึกเบากว่า
น่าจะเพราะแฮนด์ที่กว้างกว่าเดิม (ท่านั่งจะออกแนว BMW R1200GS มากกว่าจะออกแนว Versys 650)
แต่ก็ไม่ถึงกับเบาหวิวเหมือน Versys รุ่นเล็ก ซึ่ง Versys 1000 คันนี้เลี้ยวได้แม่นยำและเบากว่ามาก
บางครั้งการเลี้ยว เหมือนจะมีแรงต้านตอนปล่อยคันเร่ง แต่หากแตะเบรกเล็กน้อยมันก็จะมีอาการดีขึ้น ยิ่งไปว่านั้นยาง
Bridgestone T30 sport-touring ทำหน้าที่ในการส่งกำลังลงสู่พื้นถนนได้ดี
งานเปิดตัวสำหรับสื่อมวลชนที่อากาศหนาว ถนนเปียก แต่การยึดเกาะถนนก็ทำได้ดี เราเดาได้เลยว่านักบิดทั่วไปจะชอบขี่ Versys
ไปบนถนนที่ไม่คุ้นเคยมากกว่าที่จะพาเจ้า Ninja 1000 ไป นั่นคือสิ่งที่ Versys คันนี้สร้างความมั่นใจให้คุณได้
นอก จากนี้แล้วความมั่นใจใน การขับขี่ยังมาจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งระบบ ABS โดย Versys 1000
จะมีคาลิบเปอร์สี่สูบแบบธรรมดา พร้อมพลังเบรกที่คาดเดาได้ และเหมือนการขับขี่ Versys คันเล็ก นั่นก็คือมันจะจอบจับเบรก
หลักนิดนึงก่อนที่จะส่งพลังเบรกไปด้านหน้าเพื่อการ ชลอรถคันนี้
นอกจาก ABS แล้วคุณจะได้ระบบ traction control ทั้งหมด 3 โหมดด้วยกันรวมทั้งสามารถปิดมันได้ด้วย
ระบบส่งกำลัง 2 โหมดคือ เต็มที่และลดพลังลง ในหมดลดพลัง ECU จะปรับแต่งการส่งน้ำมันและเวลาการจุดระเบิดเพื่อ
จะให้การตอบสนองของคันเร่ง นั้นนุ่มนวลขึ้น และลดกำลังสูงสุดเหลือเพียง 75% เราใช้โหมดนี้ในภาวะถนนเปียกและ
พบว่ามันทำงานได้สุดยอดมาก
ในยุโรปจะมีการวางขาย Versys 1000 สองรุ่นด้วยกัน แต่ในอเมริกาจะเป็นรุ่นอุปกรณ์ครบชุด LT
(Light Touring) ซึ่งจะมาพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระขนาด 28 ลิตร พร้อมระบบติดตั้ง
ตัวเลือกอื่นก็คือกระเป๋าบนขนาด 47 ลิตร ไฟตัดหมอก และแฮนด์อุ่นร้อน
สำหรับราคาในอเมริกาจะอยู่ที่ $12,799 USD ซึ่งกะว่าจะตัดราคาคู่แข่งกันเต็มที่ ด้วยราคานี้มันจะมาพร้อมกระเป๋าสัมภาระ
ที่มา: mocyclover.com
เปิดตัว 2015 Kawasaki Z300
Kawasaki ได้เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ท่ามกลางความประหลาดใจด้วยมอเตอร์ไซค์
ขนาดต่ำกว่า 500 cc สำหรับปี 2015
นั่นก็คือ Z300 มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นรุ่นเนคเก็ตของ Ninja 300 ที่ใช้แชซซีแบบท่อเหล็กเหมือนกัน
โดยเครื่องยนต์จะเป็นแบบ parallel twin ขนาด 296 cc พร้อมพลังออกมา 39 แรงม้าและ
แรงบิดที่ 19.9 ปอนด์ฟุต สเป็คของเครื่องยนต์ก็จะเป็นแบบเดียวกับ Ninja 300
ในขณะที่ทาง Kawasaki กล่าวว่าสไตล์ของมอเตอร์ไซค์คันนี้นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นใหญ่กว่าในกลุ่ม Z
ไม่ว่าจะเป็นล้อ เบรก และอุปกรณ์ในระบบกันสะเทือนก็จะเหมือนกับรุ่น Ninja 300 นั่นก็คือ
มันมาพร้อมกับตะเกียบหน้าขนาด 37 มม โช้คที่ปรับค่าพรีโหลดได้ พร้อมจานเบรกหน้าเดี่ยวขนาด 290 มม
พร้อมคาลิบเปอร์แบบ 2 สูบ แฮนด์จะเป็นแบบก้านตรงแทนที่จะเป็นแบบ clip-on
เพื่อให้ได้ท่านั่งขับที่ีผ่อนคลายมากขึ้น มอเตอร์ไซค์คันนี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 168 กิโลกรัม หรือหากมี ABS
ก็จะมีน้ำหนัก 170 กิโลกรัม
ที่มา: mocyclover.com
Read more »
ขนาดต่ำกว่า 500 cc สำหรับปี 2015
นั่นก็คือ Z300 มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นรุ่นเนคเก็ตของ Ninja 300 ที่ใช้แชซซีแบบท่อเหล็กเหมือนกัน
โดยเครื่องยนต์จะเป็นแบบ parallel twin ขนาด 296 cc พร้อมพลังออกมา 39 แรงม้าและ
แรงบิดที่ 19.9 ปอนด์ฟุต สเป็คของเครื่องยนต์ก็จะเป็นแบบเดียวกับ Ninja 300
ในขณะที่ทาง Kawasaki กล่าวว่าสไตล์ของมอเตอร์ไซค์คันนี้นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นใหญ่กว่าในกลุ่ม Z
ไม่ว่าจะเป็นล้อ เบรก และอุปกรณ์ในระบบกันสะเทือนก็จะเหมือนกับรุ่น Ninja 300 นั่นก็คือ
มันมาพร้อมกับตะเกียบหน้าขนาด 37 มม โช้คที่ปรับค่าพรีโหลดได้ พร้อมจานเบรกหน้าเดี่ยวขนาด 290 มม
พร้อมคาลิบเปอร์แบบ 2 สูบ แฮนด์จะเป็นแบบก้านตรงแทนที่จะเป็นแบบ clip-on
เพื่อให้ได้ท่านั่งขับที่ีผ่อนคลายมากขึ้น มอเตอร์ไซค์คันนี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 168 กิโลกรัม หรือหากมี ABS
ก็จะมีน้ำหนัก 170 กิโลกรัม
ที่มา: mocyclover.com
Ninja 300 ปี 2014 เพิ่มสีใหม่ ตัวเลือกเยอะขึ้น
Kawasaki Ninja 300 ปี 2014 เพิ่มสีใหม่ พร้อมวางจำหน่ายราคาเดิม 182,500 บาท
28 สิงหาคม 2557 ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย Kawasaki ได้ประกาศว่า Kawasaki Ninja 300
ปี 2014 มีสีใหม่มาพร้อมจำหน่าย เป็นทางเลือกเพิ่มสำหรับไบค์เกอร์
ที่ชื่นชอบรถบิ๊กไบค์สปอร์ต
สำหรับจุดเด่นของ Kawasaki Ninja 300 ปี 2014 นั้นเป็นระบบ Slipper Clutch
ที่ช่วยการเปลี่ยนเกียร์หรือออกตัวนั้นนุ่มนวลกว่า แถมยังมีระบบ ABS ป้องกันล้อล็อก
เข้าจากการปรับโฉมครั้งที่แล้ว
โดยมาใหม่ 2 ชุดสีคือ ดำ-แดง และ เหลือง-ดำ รวมกับของเดิมมีให้เลือกเป็น 5 ชุดสี
กับราคาจำหน่ายเดิมที่ 182,500 บาท
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: car.kapook.com
Read more »
28 สิงหาคม 2557 ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย Kawasaki ได้ประกาศว่า Kawasaki Ninja 300
ปี 2014 มีสีใหม่มาพร้อมจำหน่าย เป็นทางเลือกเพิ่มสำหรับไบค์เกอร์
ที่ชื่นชอบรถบิ๊กไบค์สปอร์ต
สำหรับจุดเด่นของ Kawasaki Ninja 300 ปี 2014 นั้นเป็นระบบ Slipper Clutch
ที่ช่วยการเปลี่ยนเกียร์หรือออกตัวนั้นนุ่มนวลกว่า แถมยังมีระบบ ABS ป้องกันล้อล็อก
เข้าจากการปรับโฉมครั้งที่แล้ว
โดยมาใหม่ 2 ชุดสีคือ ดำ-แดง และ เหลือง-ดำ รวมกับของเดิมมีให้เลือกเป็น 5 ชุดสี
กับราคาจำหน่ายเดิมที่ 182,500 บาท
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: car.kapook.com
Wednesday, August 5, 2015
"Kawasaki" เตรียมปล่อยสมาชิกใหม่แห่งครอบครัว "Ninja H2"
"Kawasaki" เตรียมปล่อยสมาชิกใหม่แห่งครอบครัว "Ninja" "H2" มาพร้อมขุมพลังแบบ "Supercharged engine"
ตามที่ "Akashi" เผยทีเซอร์ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา "H2" รถสปอร์ตโมเดิร์นที่มีกลิ่นไอของ Old School
เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสุดยอดแห่งสองล้อ 3 รุ่น ได้แก่ 'Mach IV H2, H1, Z1 SuperFour
ไบค์เกอร์ต่างเฝ้ารอคอยความเคลื่อนไหวของเจ้า "H2" อย่างใจจดใจจ่อ อย่างไรก็ตามไบค์เกอร์บางกลุ่มเสนอว่า
ทางคาวาซากิอาจเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยรถเครื่องยนต์ 2 สูบก็เป็นไปได้ แต่หากพิจารณากับเครื่องเทอร์โบ
แล้วคงจะเป็นไปได้น้อยที่เครื่องยนต์ขนาดเล็กจะรับขุมพลังมหาศาลขนาดนั้นได้ ก็คงเป็นเพียงการคาดเดา
ส่วนสเปคตามจริงนั้นคงต้องรอทางค่ายเขียวเปิดตัวกันต่อไป
สำหรับรถมอเตอร์ไซค์เครื่องเทอร์โบ ทั้งซูซูกิและฮอนด้าเอง ก็มีแผนซุ่มผลิตรถแนวนี้อยู่เหมือนกัน
ทำให้คาวาซากิมีแผนเร่งเปิดผ้าคลุมเจ้า "H2" ที่งาน "Intermot show in Cologne" ประเทศเยอรมันปีนี้
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: Thailand Motorbike Festival
Read more »
ตามที่ "Akashi" เผยทีเซอร์ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา "H2" รถสปอร์ตโมเดิร์นที่มีกลิ่นไอของ Old School
เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสุดยอดแห่งสองล้อ 3 รุ่น ได้แก่ 'Mach IV H2, H1, Z1 SuperFour
ไบค์เกอร์ต่างเฝ้ารอคอยความเคลื่อนไหวของเจ้า "H2" อย่างใจจดใจจ่อ อย่างไรก็ตามไบค์เกอร์บางกลุ่มเสนอว่า
ทางคาวาซากิอาจเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยรถเครื่องยนต์ 2 สูบก็เป็นไปได้ แต่หากพิจารณากับเครื่องเทอร์โบ
แล้วคงจะเป็นไปได้น้อยที่เครื่องยนต์ขนาดเล็กจะรับขุมพลังมหาศาลขนาดนั้นได้ ก็คงเป็นเพียงการคาดเดา
ส่วนสเปคตามจริงนั้นคงต้องรอทางค่ายเขียวเปิดตัวกันต่อไป
สำหรับรถมอเตอร์ไซค์เครื่องเทอร์โบ ทั้งซูซูกิและฮอนด้าเอง ก็มีแผนซุ่มผลิตรถแนวนี้อยู่เหมือนกัน
ทำให้คาวาซากิมีแผนเร่งเปิดผ้าคลุมเจ้า "H2" ที่งาน "Intermot show in Cologne" ประเทศเยอรมันปีนี้
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: Thailand Motorbike Festival
Kawasaki Ninja 250 SL ABS สูบเดียวสายสปอร์ต … ตัวเล็ก คล่องตัว !!!
กระแสความนิยมในรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่ หรือที่วันนี้คนไทยเรียกติดปากว่า “บิ๊กไบค์” ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สรุปยอดขายรวมตัวเลขแซงหน้ายอดขายปีก่อนไปกว่าเท่าตัวแล้ว โดยเจ้าตลาดที่ครองยอดขายรวมสูงสุด
คงหนีไม่พ้นค่ายยักษ์เขียว คาวาซากิ ที่แม้ไม่ต้องทุ่มเทโปรโมทมากมาย แต่กลับเทขายโมเดลร้อนในไลน์ได้อย่างท่วมท้น
โดยเหตุผลหลักนอกจากการชิงเปิดตลาดก่อนใครแล้ว การเพิ่มทางเลือกด้วยโมเดลใหม่ๆ ที่หลากหลายและครอบคลุม
ต่อเนื่องตลอดเวลาก็ยังเป็นตัวกระตุ้นตลาดชั้นดีที่ช่วยดันให้ยอดขายทะลุเป้าได้เกินคาด
ล่าสุดก่อนปิดงบปีม้าทองยังขย่มตลาดอีกระลอก ด้วยการสะบัดผ้าคลุมเผยโฉมโมเดลใหม่ให้ตลาดได้ฮือฮากับทัพตัวแรงอีกหลายรุ่นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นตัวแรงสุดยอดดีไซน์ภายใต้รหัส Ninja H2 หรือจะเป็นรถเที่ยวพร้อมลุยอย่าง Versys1000
ครุยเซอร์คลาสกลางอย่าง VN650 ในขณะที่บิ๊กไบค์ไซส์เอส ที่ตลาดยังมีความต้องการไม่น้อย
ก็เติมเต็มด้วยอีกทางเลือกกับโมเดล Z300 เช่นกัน … นอกจากนั้นแล้ว อีกหนึ่งโมเดลที่ทำยอดขาย และ
ได้รับการตอบรับจากนักบิดไม่น้อยอย่างโมเดล Ninja 250SL ABS ที่เปิดตัวในไทยไปแล้วก่อนหน้า
ภายหลังการเผยโฉมหนแรกในถิ่นบ้านเกิดประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่ต้นปี กับการปรับลุคเปลี่ยนหัวใจใหม่
ซึ่งก็ทำให้มันมีความน่าสนใจในตัวไม่น้อยเหมือนกัน … และครั้งนี้บนพื้นที่ของ Big Bike of The Month
เราจะลองไปสัมผัส และทำความรู้จักกัน
ฟิตหุ่นใหม่ให้สลิม เต็มอิ่มความแรงด้วยขุมพลังสูบเดียว
ภายใต้แนวทางการพัฒนาที่ต้องการเติมความโดดเด่นให้กับน้องเล็กตระกูล Ninja ด้วยอัตราเร่งที่จัดจ้าน และ
ความประหยัดที่เพิ่มขึ้น ทีมวิศวกรผู้พัฒนาของคาวาซากิ จัดการขึ้นภาพร่างให้มันใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย
ไล่เรียงไปตั้งแต่ระบบโครงสร้างหลักของเมนเฟรม ที่ครั้งนี้เลือกใช้ท่อเหล็กสานขึ้นรูปแทนที่เฟรมเดิมส่งผล
ในการลดน้ำหนักลงไปได้พอสมควร เช่นเดียวกับขุมพลังที่หันหลังให้กับเครื่องบล็อคสูบคู่ที่ขยายความจุไปเป็นไซส์ 300 ซีซี.
มาใช้เครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี. แบบสูบเดียวแทน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักกับเครื่องยนต์บล็อคเก่าแล้ว
น้ำหนักของมันลดลงไปเกือบ 20 กก.เลยทีเดียว แถมขนาดของเครื่องยนต์ก็ยังเล็กลงตามไปด้วย ส่งผลให้
การออกแบบชุดครอบคลุมของแฟริ่งสามารถบีบให้มันดูเพรียวกระชับได้มากกว่าเก่าอย่างชัดเจน … และ
ด้วยลักษณะทางกายภาพภายนอกที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ส่งผลให้การวางโพสิชั่นของผู้ขับขี่ก็เปลี่ยนตามไปด้วย
โดยโมเดลล่าสุดของ Ninja 250 Sl ABS คันนี้ ได้รับการดีไซน์ให้ตำแหน่งแฮนด์
ทำมุมรับกับท่านั่งขับขี่สไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้นง
ทางด้านขุมพลังบล็อกใหม่ แบบสูบเดียวนี้ มาพร้อมกับปริมาตรความจุกระบอกสูบ 249 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ควบคุมการชงส่วนผสมไอดีด้วยระบบหัวฉีด ซึ่งถอดแบบมาจากขุมพลังของรถลุยตระกูล KLX หรือ DTX 250
นั่นเอง โดยทางต้นสังกัดเคลมตัวเลขแรงม้าสูงสุดเอาไว้ที่ 27.6 แรงม้าที่ 9,700 รอบ/นาที ซึ่งอาจน้อยกว่าที่มีในเครื่องบล็อกเดิม 2 สูบ
ที่ให้ม้าสูงสุดเอาไว้ถึง 31.5 แรงม้า ทว่าในทางกลับกัน ขุมพลังบล็อกใหม่นี้กลับให้แรงบิดที่มากกว่าถึง 22.6 Nm
ที่ 8,200 รอบ/นาที ซึ่งแรงบิดขนาดมหาศาลนั้นจะถูกส่งออกมาให้ใช้งานได้ตั้งแต่ในรอบต่ำๆ
สัมผัสแรก … แตกต่างอย่างชัดเจน
ความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนตั้งแต่รูปกายภายนอก ผ่านเส้นสายของชุดแฟริ่งที่ออกแบบคลุมเต็มคัน
ตามสไตล์สปอร์ตของสายพันธุ์ Ninja เหลี่ยมสันที่เน้นให้คมชัดยิ่งขึ้นตั้งแต่โคมไฟหน้าที่คราวนี้มาแบบซิงเกิ้ลโคมเดี่ยว
ถังเชื้อเพลิงที่ออกแบบให้เพรียวบาง รับกับเนาะนั่งและชุดแฟริ่งท้าย และเมื่อได้คร่อมบนเรือนร่างที่บางกระชับ
จนความรู้สึกแทบไม่แตกต่างไปจากสายพันธุ์สปอร์ตพิกัด 150 ซีซี. 2 จังหวะตัวแรงในยุคอดีต
(ซึ่งวันนี้ในถิ่นกำเนิดแดนอิเหนา สายพันธุ์ 2T ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ ขนาดที่มีการสร้างรุ่นฉลองครบรอบออกมาให้นักบิดไทยได้อิจฉากันเล่นๆ ด้วย)
ในท่าพร้อมขี่ ด้วยการดีไซน์ให้น้องเล็กตระกูล Ninja สามารถตอบสนองได้เต็มอรรถรส การวางตำแหน่งแฮนด์ที่
สอบเข้าส่งให้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมได้ถนัดสุดในท่าหมอบ ตอบโจทย์ขาซิ่งได้เต็มอารมณ์
กับการขับขี่ สิ่งที่สร้างความประทับใจคงต้องยกให้การควบคุมที่ทำได้เชื่องมือ จากเหตุผลทั้งเรื่องของน้ำหนักตัวที่เบากว่าโมเดลเก่า
ถึง 20 กก. จนรู้สึกเหมือนเบาเกินกว่าที่จะเป็นรถคลาส 250 ซีซี. เลยทีเดียว นอกจากนั้น ตำแหน่งท่านั่งที่วางให้ผู้ขับขี่อยู่ในท่าที่คุมได้ถนัด
หนีบได้กระชับก็ยังช่วยให้หนีบมันเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ พลิกได้คล่องตัว … แรงบิดที่ส่งออกมาค่อนข้างจัดตั้งแต่ในรอบต่ำๆ
ทำให้ไม่ต้องลากรอบจนสูงเกินไปยังส่งผลให้มันเป็นรถที่ขี่ได้สบายๆ ในส่วนของระบบกันสะเทือนทางด้านหน้าถึงแม้
ใหวือหวานักกับโช้คหัวตั้งธรรมดาขนาดแกนโต 37 มม. แต่เมื่อทำงานร่วมกับโช้คหลังสวิงอาร์มโช้คเดี่ยวที่มาพร้อมกระเดื่อง Uni – Track แล้ว
ถือว่าทำหน้าที่ได้น่าพอใจ … อีกส่วนของอุปกรณ์หลักที่สร้างความประทับใจคงหนีไม่พ้นระบบเบรกที่มาพร้อม ABS
ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และช่วยให้การหยุดรถทำได้อย่างมั่นใจมากขึ้นด้วย …
ด้วยการปรับรูปลักษณ์ใหม่แบบพลิกโฉมหนนี้ ต้นสังกัดค่าย คาวาซากิ เปิดราคาขายแบบยั่วใจเอาไว้ที่ 121,000 บาท
ที่มา: grandprix.co.th/motorcyclemag
Read more »
สรุปยอดขายรวมตัวเลขแซงหน้ายอดขายปีก่อนไปกว่าเท่าตัวแล้ว โดยเจ้าตลาดที่ครองยอดขายรวมสูงสุด
คงหนีไม่พ้นค่ายยักษ์เขียว คาวาซากิ ที่แม้ไม่ต้องทุ่มเทโปรโมทมากมาย แต่กลับเทขายโมเดลร้อนในไลน์ได้อย่างท่วมท้น
โดยเหตุผลหลักนอกจากการชิงเปิดตลาดก่อนใครแล้ว การเพิ่มทางเลือกด้วยโมเดลใหม่ๆ ที่หลากหลายและครอบคลุม
ต่อเนื่องตลอดเวลาก็ยังเป็นตัวกระตุ้นตลาดชั้นดีที่ช่วยดันให้ยอดขายทะลุเป้าได้เกินคาด
ล่าสุดก่อนปิดงบปีม้าทองยังขย่มตลาดอีกระลอก ด้วยการสะบัดผ้าคลุมเผยโฉมโมเดลใหม่ให้ตลาดได้ฮือฮากับทัพตัวแรงอีกหลายรุ่นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นตัวแรงสุดยอดดีไซน์ภายใต้รหัส Ninja H2 หรือจะเป็นรถเที่ยวพร้อมลุยอย่าง Versys1000
ครุยเซอร์คลาสกลางอย่าง VN650 ในขณะที่บิ๊กไบค์ไซส์เอส ที่ตลาดยังมีความต้องการไม่น้อย
ก็เติมเต็มด้วยอีกทางเลือกกับโมเดล Z300 เช่นกัน … นอกจากนั้นแล้ว อีกหนึ่งโมเดลที่ทำยอดขาย และ
ได้รับการตอบรับจากนักบิดไม่น้อยอย่างโมเดล Ninja 250SL ABS ที่เปิดตัวในไทยไปแล้วก่อนหน้า
ภายหลังการเผยโฉมหนแรกในถิ่นบ้านเกิดประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่ต้นปี กับการปรับลุคเปลี่ยนหัวใจใหม่
ซึ่งก็ทำให้มันมีความน่าสนใจในตัวไม่น้อยเหมือนกัน … และครั้งนี้บนพื้นที่ของ Big Bike of The Month
เราจะลองไปสัมผัส และทำความรู้จักกัน
ฟิตหุ่นใหม่ให้สลิม เต็มอิ่มความแรงด้วยขุมพลังสูบเดียว
ภายใต้แนวทางการพัฒนาที่ต้องการเติมความโดดเด่นให้กับน้องเล็กตระกูล Ninja ด้วยอัตราเร่งที่จัดจ้าน และ
ความประหยัดที่เพิ่มขึ้น ทีมวิศวกรผู้พัฒนาของคาวาซากิ จัดการขึ้นภาพร่างให้มันใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย
ไล่เรียงไปตั้งแต่ระบบโครงสร้างหลักของเมนเฟรม ที่ครั้งนี้เลือกใช้ท่อเหล็กสานขึ้นรูปแทนที่เฟรมเดิมส่งผล
ในการลดน้ำหนักลงไปได้พอสมควร เช่นเดียวกับขุมพลังที่หันหลังให้กับเครื่องบล็อคสูบคู่ที่ขยายความจุไปเป็นไซส์ 300 ซีซี.
มาใช้เครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี. แบบสูบเดียวแทน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักกับเครื่องยนต์บล็อคเก่าแล้ว
น้ำหนักของมันลดลงไปเกือบ 20 กก.เลยทีเดียว แถมขนาดของเครื่องยนต์ก็ยังเล็กลงตามไปด้วย ส่งผลให้
การออกแบบชุดครอบคลุมของแฟริ่งสามารถบีบให้มันดูเพรียวกระชับได้มากกว่าเก่าอย่างชัดเจน … และ
ด้วยลักษณะทางกายภาพภายนอกที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ส่งผลให้การวางโพสิชั่นของผู้ขับขี่ก็เปลี่ยนตามไปด้วย
โดยโมเดลล่าสุดของ Ninja 250 Sl ABS คันนี้ ได้รับการดีไซน์ให้ตำแหน่งแฮนด์
ทำมุมรับกับท่านั่งขับขี่สไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้นง
ทางด้านขุมพลังบล็อกใหม่ แบบสูบเดียวนี้ มาพร้อมกับปริมาตรความจุกระบอกสูบ 249 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ควบคุมการชงส่วนผสมไอดีด้วยระบบหัวฉีด ซึ่งถอดแบบมาจากขุมพลังของรถลุยตระกูล KLX หรือ DTX 250
นั่นเอง โดยทางต้นสังกัดเคลมตัวเลขแรงม้าสูงสุดเอาไว้ที่ 27.6 แรงม้าที่ 9,700 รอบ/นาที ซึ่งอาจน้อยกว่าที่มีในเครื่องบล็อกเดิม 2 สูบ
ที่ให้ม้าสูงสุดเอาไว้ถึง 31.5 แรงม้า ทว่าในทางกลับกัน ขุมพลังบล็อกใหม่นี้กลับให้แรงบิดที่มากกว่าถึง 22.6 Nm
ที่ 8,200 รอบ/นาที ซึ่งแรงบิดขนาดมหาศาลนั้นจะถูกส่งออกมาให้ใช้งานได้ตั้งแต่ในรอบต่ำๆ
สัมผัสแรก … แตกต่างอย่างชัดเจน
ความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนตั้งแต่รูปกายภายนอก ผ่านเส้นสายของชุดแฟริ่งที่ออกแบบคลุมเต็มคัน
ตามสไตล์สปอร์ตของสายพันธุ์ Ninja เหลี่ยมสันที่เน้นให้คมชัดยิ่งขึ้นตั้งแต่โคมไฟหน้าที่คราวนี้มาแบบซิงเกิ้ลโคมเดี่ยว
ถังเชื้อเพลิงที่ออกแบบให้เพรียวบาง รับกับเนาะนั่งและชุดแฟริ่งท้าย และเมื่อได้คร่อมบนเรือนร่างที่บางกระชับ
จนความรู้สึกแทบไม่แตกต่างไปจากสายพันธุ์สปอร์ตพิกัด 150 ซีซี. 2 จังหวะตัวแรงในยุคอดีต
(ซึ่งวันนี้ในถิ่นกำเนิดแดนอิเหนา สายพันธุ์ 2T ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ ขนาดที่มีการสร้างรุ่นฉลองครบรอบออกมาให้นักบิดไทยได้อิจฉากันเล่นๆ ด้วย)
ในท่าพร้อมขี่ ด้วยการดีไซน์ให้น้องเล็กตระกูล Ninja สามารถตอบสนองได้เต็มอรรถรส การวางตำแหน่งแฮนด์ที่
สอบเข้าส่งให้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมได้ถนัดสุดในท่าหมอบ ตอบโจทย์ขาซิ่งได้เต็มอารมณ์
กับการขับขี่ สิ่งที่สร้างความประทับใจคงต้องยกให้การควบคุมที่ทำได้เชื่องมือ จากเหตุผลทั้งเรื่องของน้ำหนักตัวที่เบากว่าโมเดลเก่า
ถึง 20 กก. จนรู้สึกเหมือนเบาเกินกว่าที่จะเป็นรถคลาส 250 ซีซี. เลยทีเดียว นอกจากนั้น ตำแหน่งท่านั่งที่วางให้ผู้ขับขี่อยู่ในท่าที่คุมได้ถนัด
หนีบได้กระชับก็ยังช่วยให้หนีบมันเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ พลิกได้คล่องตัว … แรงบิดที่ส่งออกมาค่อนข้างจัดตั้งแต่ในรอบต่ำๆ
ทำให้ไม่ต้องลากรอบจนสูงเกินไปยังส่งผลให้มันเป็นรถที่ขี่ได้สบายๆ ในส่วนของระบบกันสะเทือนทางด้านหน้าถึงแม้
ใหวือหวานักกับโช้คหัวตั้งธรรมดาขนาดแกนโต 37 มม. แต่เมื่อทำงานร่วมกับโช้คหลังสวิงอาร์มโช้คเดี่ยวที่มาพร้อมกระเดื่อง Uni – Track แล้ว
ถือว่าทำหน้าที่ได้น่าพอใจ … อีกส่วนของอุปกรณ์หลักที่สร้างความประทับใจคงหนีไม่พ้นระบบเบรกที่มาพร้อม ABS
ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และช่วยให้การหยุดรถทำได้อย่างมั่นใจมากขึ้นด้วย …
ด้วยการปรับรูปลักษณ์ใหม่แบบพลิกโฉมหนนี้ ต้นสังกัดค่าย คาวาซากิ เปิดราคาขายแบบยั่วใจเอาไว้ที่ 121,000 บาท
Subscribe to:
Posts (Atom)









.jpg)











